ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ระบบบัญชีแบบดั้งเดิมที่ยึดติดกับตัวเครื่อง Server (On-Premise) กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นกว่า การย้ายจาก SunSystems แบบเดิมสู่ SunSystems Cloud (SaaS) ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายที่เก็บข้อมูล แต่คือการอัปเกรด “หัวใจ” ของการบริหารการเงินให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น
1. ทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้? (The Drivers of Change)
ระบบ On-Premise แบบเดิมมักเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการที่ขัดขวางการเติบโต:
- ค่าใช้จ่ายแฝง: ค่าบำรุงรักษา Server, ค่าไฟฟ้า, และค่าแรงทีม IT ในการดูแล Hardware
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: การโจมตีจาก Ransomware ที่ทำได้ง่ายกว่าหากระบบความปลอดภัยภายในไม่ทันสมัย
- ความล่าช้าในการอัปเดต: การอัปเกรดเวอร์ชันใหม่ในอดีตมักเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ใช้เวลานานและใช้งบประมาณสูง
2. ความคุ้มค่าที่เหนือกว่าในรูปแบบ Cloud
เมื่อเปลี่ยนมาเป็น SunSystems Cloud สิ่งที่ผู้ใช้งานจะได้รับทันทีคือ:
- Evergreen Technology: ระบบจะได้รับการอัปเดตโดยอัตโนมัติ คุณจะไม่ได้ยินคำว่า “ระบบตกรุ่น” อีกต่อไป เพราะซอฟต์แวร์จะทันสมัยอยู่เสมอ
- Accessible Everywhere: ทำงานได้จากทุกที่ผ่าน Web Browser โดยไม่ต้องต่อ VPN ให้ยุ่งยาก ตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote Work
- Reduced Complexity: ไม่ต้องดูแล Infrastructure เอง เพราะ Infor (เจ้าของผลิตภัณฑ์) จะดูแลบนระบบ AWS ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากล
3. สิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงการใช้งาน (Functionality Upgrades)
SunSystems Cloud มาพร้อมกับ Ecosystem ที่ครบวงจรมากกว่าเดิม:
- Infor OS: แพลตฟอร์มกลางที่รวมระบบ Workflow, การแจ้งเตือน (Alerts), และการจัดการเอกสาร (Document Management) ไว้ในที่เดียว
- Modern User Interface: หน้าตาการใช้งานที่ปรับปรุงใหม่ สวยงาม และใช้งานง่ายขึ้นกว่าเวอร์ชันเก่าๆ มาก
- Seamless Integration: การเชื่อมต่อกับระบบภายนอก (เช่น ธนาคาร, ระบบจัดซื้อ) ทำได้ง่ายขึ้นผ่าน API ที่มีประสิทธิภาพ
4. ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน (The Migration Journey)
การย้ายไป Cloud มีขั้นตอนหลักๆ ที่คุณควรทราบ:
4.1. Assessment: ตรวจสอบข้อมูลในระบบปัจจุบันว่ามีความซับซ้อนแค่ไหน และต้องการทำ Data Cleaning หรือไม่
4.2 Mapping & Configuration: ปรับจูนโครงสร้างบัญชี (Chart of Accounts) และ Analysis Codes ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Cloud
4.3 Data Migration: การโอนย้ายข้อมูลจากฐานข้อมูลเดิมเข้าสู่ระบบ Cloud อย่างปลอดภัย
4.4 Training & Go-Live: อบรมผู้ใช้งานให้คุ้นเคยกับหน้าตาและฟีเจอร์ใหม่ ก่อนเริ่มใช้งานจริง
การเปลี่ยนผ่านสู่ SunSystems Cloud คือการลงทุนเพื่ออนาคต ช่วยลดภาระงานไอที เพิ่มความคล่องตัวให้ทีมบัญชี และให้ความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงินที่ประเมินค่าไม่ได้ เป็นการเปลี่ยนจากการ “ดูแลระบบ” มาเป็นการ “ใช้ข้อมูล” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแท้จริง
วิเคราะห์ความคุ้มค่าระยะยาว (TCO): SunSystems On-Premise vs. SunSystems Cloud
ในการพิจารณาเลือกใช้ซอฟต์แวร์ระดับองค์กร การมองแค่ “ราคาซื้อ” (Sticker Price) อาจทำให้เรามองข้ามต้นทุนแฝงที่มหาศาลไปได้ การเปรียบเทียบ TCO ในระยะเวลา 3-5 ปี จะช่วยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปใช้ SunSystems Cloud นั้นส่งผลต่อสถานะการเงินของบริษัทอย่างไร
- โครงสร้างต้นทุนที่แตกต่าง (CapEx vs. OpEx)
- SunSystems On-Premise (Capital Expenditure – CapEx): เป็นการลงทุนก้อนใหญ่ในครั้งแรก ทั้งค่าลิขสิทธิ์ (License), ค่าเครื่อง Server, ระบบสำรองข้อมูล และค่าติดตั้ง หลังจากนั้นจะมีค่าบำรุงรักษาซอฟต์แวร์รายปี (Annual Maintenance) ประมาณ 20-22% ของราคาลิขสิทธิ์
- SunSystems Cloud (Operating Expenditure – OpEx): เป็นการจ่ายค่าบริการรายเดือนหรือรายปี (Subscription) ซึ่งรวมค่าลิขสิทธิ์ การดูแล Infrastructure การรักษาความปลอดภัย และการอัปเดตเวอร์ชันไว้หมดแล้ว ช่วยให้บริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้พยากรณ์ง่ายกว่า
2. ต้นทุนแฝงที่ On-Premise ต้องจ่าย (Hidden Costs)
หลายองค์กรลืมคำนวณต้นทุนที่มองไม่เห็นในระบบแบบเดิม ซึ่งในระบบ Cloud ต้นทุนเหล่านี้จะกลายเป็น “ศูนย์”:
- ค่าดูแล Hardware: การเปลี่ยน Server ทุกๆ 5 ปี, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าไฟฟ้าสำหรับห้อง Server และระบบทำความเย็น
- ค่าซอฟต์แวร์พื้นฐาน: ค่าลิขสิทธิ์ Windows Server, SQL Server และระบบ Anti-virus/Firewall
- ค่าเสียโอกาสจากการ Upgrade: เมื่อต้องอัปเกรดเวอร์ชันใหญ่ (Major Upgrade) ระบบ On-Premise มักต้องจ้างที่ปรึกษามาทำโปรเจกต์ใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงพอๆ กับการติดตั้งใหม่
3. ตารางเปรียบเทียบต้นทุนในระยะยาว (3-5 ปี)
| ประเภทต้นทุน | SunSystems On-Premise | SunSystems Cloud |
| Initial Investment | สูงมาก (Software + Hardware) | ต่ำกว่า (เฉพาะค่า Implement) |
| Annual Fee | Maintenance Fee (ประมาณ 20%) | Subscription Fee (คงที่) |
| IT Staff Cost | ต้องมีทีมดูแล Server และ DB | ใช้ทีมไอทีน้อยลง (เน้นงาน Support) |
| Security & Backup | ลงทุนเพิ่มเอง (Firewall/DR Site) | รวมอยู่ในบริการแล้ว |
| Major Upgrade | จ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการอัปเกรดใหญ่ | ฟรี (อัปเดตอัตโนมัติ) |
| Scalability | ต้องซื้อ Server เพิ่มถ้าข้อมูลเยอะขึ้น | ปรับเพิ่ม/ลดได้ตามการใช้งานจริง |
4. ความคุ้มค่าในเชิงกลยุทธ์ (Strategic Value)
ในระยะยาว SunSystems Cloud ให้ความคุ้มค่าที่ On-Premise ให้ไม่ได้ในเชิงธุรกิจ:
- Business Continuity: ระบบ Cloud มีการทำ Disaster Recovery (DR) มาตรฐานโลก ข้อมูลไม่สูญหายและระบบไม่ล่มง่ายๆ ซึ่งหากจะทำระบบสำรองระดับนี้ใน On-Premise จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
- Time to Value: การเพิ่ม User หรือขยายสาขาทำได้ทันที ไม่ต้องรอสั่งซื้อและติดตั้ง Hardware นานเป็นเดือน
- Cybersecurity: การป้องกัน Ransomware ในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูงมาก การฝากข้อมูลไว้กับ Cloud Provider ระดับโลก (AWS) จึงประหยัดกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์มาเฝ้า Server เอง
แม้ว่าในระยะสั้น (1 ปีแรก) ค่าบริการ Subscription ของ Cloud อาจดูเหมือนสูงกว่าค่า Maintenance รายปีของ On-Premise แต่เมื่อพิจารณาในระยะ 3-5 ปีขึ้นไป SunSystems Cloud จะมีความคุ้มค่ามากกว่า (Lower TCO) เนื่องจากตัดค่าใช้จ่ายเรื่อง Hardware, การอัปเกรดระบบ และค่าแรงทีมไอทีเฉพาะทางออกไปได้เกือบทั้งหมด
ที่สำคัญที่สุดคือ “ความเสี่ยงที่ลดลง” ซึ่งเป็นมูลค่าที่ประเมินเป็นตัวเลขได้ยากแต่ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจ
หากท่านไหนที่สนใจเกี่ยวกับระบบ : SunSystems, CheckSCM หรือบริการอื่นๆ ของ IMAS
สามารถติดต่อได้ที่ : sale@i-mas.net สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-666740
หรือ Line Official : @imas.official ( มี @ ด้วยนะคะ )
